เป็นงานวิ่งอีกหนึ่งงานที่คนในจังหวัดสระบุรีโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเขตตำบลบัวลอย และตำบลใกล้เคียง ของอำเภอหนองแคให้ความสนใจ เพราะเป็นงานวิ่งเพื่อช่วยนำเงินส่วนที่เหลือจากการจัดงานมาบริจาคสมทบทุนให้กับโรงพยาบาลวัดบัวลอย เพื่อเอาเงินนั้นไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลน 

งานจัดขึ้นที่ วัดบัวลอย ต.บัวลอย อ.หนองแค จ.สระบุรี กำหนดเป็นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 

จัดโดยทีมงานวัดบัวลอยและทีมงานไอรัน บุคคลท่านที่สนใจสามารถไปลงทะเบียนสมัครได้ในเว็บไซด์ FANATICRUN หรือเพจ I:RUN ไอรัน หรือจะมาสมัครได้ด้วยตัวเองที่ร้านบ้านย่ากาแฟ ร้านตั้งอยู่ตรงทางสามแยกเลยจากทางเข้าองค์การบริหารส่วนตำบลบัวลอย ถนนเส้นบัวลอย-สันมะค่า เลี้ยวมาร้านอยู่ซ้ายมือก่อนถึงทางเข้าโรงเรียนวัดบัวลอย

การสมัครวิ่งแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.ระยะทางวิ่ง 3 กิโลเมตร ค่าสมัครอยู่ที่ 450 บาท ระยะนี้ไม่มีการแข่งขัน ระยะนี้เหมาะกับทุกเพศทักวัย ที่ไม่เน้นอะไรมากมายเน้นความสนุกสนานที่ได้มาร่วมกิจกรรม อารมณ์แบบมาร่วมทำบุญกับทางวัด  2.ระยะทางวิ่ง 5 กิโลเมตร ค่าสมัครอยู่ที่ 500 บาท มีการแข่งขันชิงถ้วยรางวัล 3.ระยะทางวิ่ง 10 กิโลเมตร ค่าสมัครอยู่ที่ 550 บาท

มีการแข่งขันชิงถ้วยรางวัล 4.ระยะแบบ VIP ค่าสมัครอยู่ที่ 1,500 บาท

ระยะนี้ผู้สมัครสามารถเลือกวิ่งที่ระยะทางแบบกี่กิโลเมตรก้อได้ ท่านจะได้รับเสื้อวิ่งวัดบัวลอยจำนวน 2 ตัว และถ้วยรางวัลเกียรติยศ  แตกต่างจากการลงสมัครแบบอื่นๆจะได้เสื้อแค่ 1 ตัว และเหรียญที่ระลึกสลักหลังเหรียญเป็นรูปหลวงพ่อปั่นวัดบัวลอยจำนวน 1 เหรียญ ท่านใดที่สนใจสมัครต้องรีบกันนิดเพราะเค้ารับจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คนเท่านั้น

เส้นทางการวิ่งก้อเริ่มวิ่งออกจากหน้าวัดบัวลอย

เลี้ยวขวาผ่านหน้าอบต.บัวลอย เข้าสู่ถนนเส้นบัวลอยสันมะค่า ตลอดระยะทางวิ่งมีทีมงานหน่วยแจกน้ำและรถพยาบาลค่อยดูแลท่านตลอดเส้นทาง เมื่อท่านกลับตัวตามระยะทางที่ท่านสมัครไว้แล้ววิ่งกลับเข้ามาที่วัด ทีมงานจะจัดอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการท่านที่บริเวณกองอำนวยการในวัดบัวลอย

ประโยชน์ที่ท่านจะได้จากการไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้นอกจากท่านจะได้ไปร่วมทำบุญกับทางโรงพยาบาลวัดบัวลอยซึ่งเงินที่ท่านร่วมบุญในครั้งนี้ทางโรงพยาบาลจะนำเงินไปซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์แล้ว ท่านยังได้รับความสุขความสนุกสนาน ได้พบปะเพื่อนฝูงเหล่าผู้รักสุขภาพ

ได้รับเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึกที่น่าสะสม  อย่าช้ากับกิจกรรมดีๆแบบนี้ที่ได้ทั้งบุญได้ทั้งสุขภาพ เพื่อนๆพลาดไม่ได้นะคะ รีบเข้ามาลงทะเบียนสมัครกันเยอะ 

 

สนับสนุนโดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100

ข่าว ตม. ของประเทศเกาหลีประกาศให้คนที่ลักลอบเข้ามากลับประเทศได้ฟรีไม่ติดแบล็กลิสต์

มีรายงานข่าวมาจาก สำนักแรงงานไทย ณ กรุงโซล มีการประกาศเอาไว้ที่หน้าเพจเพื่อให้เหล่าผีน้อยคนไทยที่ไปลักลอบแอบเข้าไปทำงานที่ประเทศเกาหลีให้ทราบว่า ตอนนี้ทางกองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเกาหลี

มีการเปิดโอกาสให้คนที่ลักลอบอยู่ในเกาหลีที่สนใจอยากกลับประเทศไทยแบบถูกกฎหมาย สามารถมารายงานตัวที่กองตรวจคนเข้าเมือง โดยที่จะไม่ได้ถูกเรียกเก็บค่าปรับใดๆ และจะไม่ถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศอีกด้วย

โดยมีเงื่อนไขให้รายงานตัวเพื่อขอกลับประเทศไทยระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563 แต่ถ้าหากพ้นจากวันที่กำหนดแล้วจะมีค่าปรับและจะไม่อนุญาตให้เข้ามาในประเทศเกาหลีอีก 

สำหรับปัญหาคนไทยลักลอบเข้าไปทำงานที่ประเทศเกาหลี หรือที่เราเรียกกันว่าพวกผีน้อยนั้น มีมานานแล้ว

และทางเกากลีก็พยายามผลักดันคนกลุ่มนี้ให้ออกนอกประเทศ ซึ่งหลายคนที่ต้องการที่จะเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้อย่างแท้จริงบางครั้งต้องมาเสี่ยงติดอยู่ที่กองตรวจคนเข้าเมืองเพราะกลุ่มคนที่เรียกว่าผีน้อย มาทำให้ทางการเกาหลีไม่ไว้วางใจว่าคนไทยจะไปเที่ยวจริงๆหรือว่าไปหางานทำกันแน่

มีข่าวออกมาบ่อยครั้งถึงกลุ่มผีน้อยที่แอบเข้าไปลักลอบทำงานแล้วเมื่อถึงคราวป่วยไข้

กลับไม่มีเงินรักษา หรือบางคนมีเงินพอที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าไปเพียงเพราะเข้าไปแบบผิดกฎหมาย กลัวว่าถ้าไปรักษาแล้วตำรวจเกาหลีจะจับ และส่งกลับไทย บางคนยอมหาซื้อยากินเอง

บ้างครั้งอาการหนักต้องการกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย แต่ก็ไม่มีเงินพอกลับมา ต้องประกาศของเรี่ยรายจากประชาชนคนไทยให้ช่วยบริจาค เพื่อหาเงินนำคนเจ็บกลับมาไทย หรือบางครั้งเสียชีวิตที่ประเทศเกาหลีแต่ไม่มีเงินนำร่างกลับมาไทย ญาติๆก็ขอรับบริจาค

ซึ่งตอนนี้การขอรับบริจาคจากคนไทยจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะจากที่ผ่านมาพอมีการขอรับบริจาคเพื่อเอาไปช่วยผีน้อยที่ต้องการกลับไทย ตอนนี้ทุกคนจะพูดเสียงเดียวกันแล้วว่า ตอนไปทำงานก็ไม่ได้แบ่งเงินให้ใช้ ทำไมต้องช่วยเหลือด้วย

เพราะทุกวันนี้ที่ทุกคนต้องเข้าไปเที่ยวที่เกาหลีใต้ยากก็เพราะพวกผีน้อยทำไว้ทั้งนั้น หากอยากไปทำงานควรเข้าไปอย่างถูกกฎหมายคนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือนร้อนและอับอายไปด้วย หวังว่าการเปิดโอกาสจากกองตรวจคนเข้าเมืองที่ให้โอกาสผีน้อยได้กลับประเทศไทยในครั้งนี้

คงจะมีผีน้อยกลับมาไทยกันเป็นจำนวนมากหรือกลับมาให้หมดเลยยิ่งดีและหากอยากไปทำงานอีกขอให้ไปแบบถูกกฎหมายนะ

          จากการรายงานข่าวประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562  ของของสำนักข่าวสปริงนิวส์ ว่าวันนี้เมื่อเวลา 17.32 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังอุโบสถวัดพระแก้วเพื่อเปลี่ยนเครื่องทรงให้พระแก้วมรกต

จากเดิมใส่เครื่องทรงของฤดูฝน ให้เปลี่ยนเป็นเครื่องทรงของฤดูหนาว และร่วมพิธีเททองหล่อเหรียญพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย

 สำหรับประเทศไทยถ้าเอ่ยถึงพระพุทธรูปที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกคนแล้ว

จะเป็นที่ทราบกันดีว่าคือพระแก้วมรกต นั้นเององค์พระแก้วมรกตจะมีสีเขียวซึ่งเป็นหินหยกอ่อนโดย ปัจจุบันพระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

          สำหรับพระราชพิธีการเปลี่ยนเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตนั้น มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โดยครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   ได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเครื่องทรงถวายพระแก้วมรกตแค่เพียง 2 ชุดเท่านั้นคือ เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน และเครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ยังไม่มีเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว

แต่มาครั้งถึงสมัยรัชกาลที่ 3  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างเครื่องทรงเพิ่มอีกชุดเป็นเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต จึงมีเครื่องทรงตามฤดูกาลครบทั้ง 3 ฤดู

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เครื่องทรงของพระแก้วมรกตทั้ง 3 ชุดนี้เคยได้รับการซ่อมแซมมาแล้ว ทั้ง 3 ชุด

จากสำนักราชวัง  โดยสำนักราชวังจะซ่อมแซมเฉพาะส่วนทีชำรุด เนื่องจากมีการใช้งานเครื่องทรงนี้มานานต่อเนื่องตลอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงดำริให้จัดสร้างเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตขึ้นมาใหม่

เนื่องจากพบว่าเครื่องทรงมีการชำรุดมากขึ้น และไม่สามารถหาช่างที่มีฝีดีที่จะสามารถซ่อมแซมเครื่องทรงทั้ง 3 ฤดูให้กลมกลืนเหมือนเดิมได้ ทาง กรมธนารักษ์ สำนักพระราชวังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงมติว่าให้เก็บรักษาเครื่องทรงทั้ง 3 ฤดูไว้เป็นศิลปกรรมและมรดกล้ำค่า เพราะหากยังมีการใช้งานจะชำรุดเสียหายมากกว่าเดิม

ดังนั้นจึงมีการเตรียมชุดใหม่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติให้กับ รัชกาลที่ 9 ในงานมหามงคลพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อ พ.ศ. 2539

          จากข้อมูลที่ระบุไปเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตมานานแล้ว และยังมีการทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน